จัดงานวิสาขบูชา อย่าอยู่แค่หน้าตา ต้องไปให้ถึงเนื้อตัว

Somdet Phra Buddhaghosacariya (P. A. Payutto)

สถานะของคณะสงฆ์ ตามกฎหมายและประเพณีของรัฐไทย

เอาละ ทีนี้ก็มาพูดเรื่องการจัดงาน

เอาอย่างนี้ก่อนว่า ต้องเข้าใจเรื่องของการจัดระบบระเบียบสังคมในประเทศไทยก่อน อย่างน้อยก็รู้ว่า เรามีประเพณีการปกครองที่เรียกว่า พุทธจักร และอาณาจักร

ทางด้านอาณาจักรนั้น ธรรมดาทุกประเทศก็มีการปกครอง เมื่อมีการปกครอง มีรัฐ ก็มีผู้ปกครอง อย่างในสมัยก่อนก็มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครอง และในประเทศไทยเราถือว่าพุทธศาสนาเป็นหลักที่นับถือทั่วแผ่นดิน มีคุณมหาศาลแก่ประเทศชาติและประชาชน ทางรัฐก็ต้องการให้พระศาสนาเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่น และเรามีพระสงฆ์มากมาย ก็อยากให้ฝ่ายพุทธจักรมีการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้ไม่ยุ่งไม่วุ่นวาย สงบเรียบร้อย แล้วก็ปฏิบัติศาสนกิจให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนได้เต็มที่

พระสงฆ์ทั้งหมดทั่วประเทศประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูป ทำอย่างไรจะให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็ต้องเริ่มด้วยมีการปกครองอันเดียวกัน ก็เลยตกลงทางพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ ร. ๕ เป็นจุดเริ่มแรก ทรงให้พุทธจักรมีการปกครองอันเดียวกัน

ที่จริง กฎหมายคณะสงฆ์มีมาก่อนนั้นแล้ว ในรัชกาลที่ ๑ ก็มี แต่ยังไม่ได้จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ สมัยรัชกาลที่ ๕ จึงมี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ เรียกเต็มว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ตามพ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็เกิดองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ที่เรียกว่า มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นคำของในหลวงรัชกาลที่ ๕

ต้องเข้าใจว่า "มหาเถรสมาคม" เป็นคำเฉพาะ หมายถึงองค์กรปกครองนี้ ที่มีพระมหาเถระมาประชุมกัน มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ไม่ใช่สมาคมในความหมายที่เกิดทีหลัง

คำว่าสมาคมที่เราใช้ในปัจจุบันเป็นคำที่เกิดทีหลัง ไม่ใช่ว่าท่านมีทีหลัง ท่านมีก่อนเรานานเยอะ และต่างกันคนละความหมาย มหาเถรสมาคมเกิดมาเพื่อให้คณะสงฆ์มีการปกครองรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ประเทศไทยเราได้ยอมรับระบบนี้โดยตลอดต่อเนื่องมา แม้จะได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบประชาธิปไตย และรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมีการออก พ.ร.บ. คณะสงฆ์ใหม่ เป็น พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่เสริมฉบับ ๒๕๐๕ อีกที ก็เพียงแต่เปลี่ยนระบบการปกครองให้สอดคล้องกับฝ่ายบ้านเมืองที่เป็นระบบประชาธิปไตย หรือตามที่บ้านเมืองจะเห็นเหมาะเห็นควรว่าจะดี แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในหลักการเดียวกัน ที่จะให้การปกครองคณะสงฆ์รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ทางอาณาจักร มีการปกครองที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร ในคณะสงฆ์ทางพุทธจักร ก็มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข และทรงบัญชาการคณะสงฆ์ เราต้องเข้าใจความจริงอันนี้ไว้ก่อน

ทีนี้ ในเมื่อเรายอมรับหลักอันนี้อยู่ ซึ่งก็เป็นกฎหมายของบ้านเมืองนั่นเอง ถ้าเราจะทำอะไร ก็ไม่ใช่แค่ว่าจะมาอ้างความสามัคคี ก็ต้องดูสถานะที่จะมาอยู่ในความสามัคคีนั้นด้วย ถ้าเราจะเอาอะไรใครมาร่วมจัดการจัดงาน ก็เหมือนกับต้องดูว่าเราให้เกียรติแก่คณะสงฆ์หรือเปล่า อันที่จริงคำว่าให้เกียรติก็ยังไม่ถูก ต้องบอกว่าถูกต้องตามกฎหมายไหม ถูกต้องตามหลักการไหม

ถ้าเรายอมรับให้มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ก็คือเป็นรัฐบาลของฝ่ายคณะสงฆ์ เมื่อเป็นรัฐบาลก็ต้องคุมหมด ทีนี้ถ้าบอกให้มหาเถรสมาคมจัดงานร่วมกับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ ก็เหมือนกับว่า เราจะให้รัฐบาลไทยจัดงานระดับชาติ โดยบอกว่าจะร่วมกับบริษัทนั้นบริษัทนี้ มันก็ไม่ค่อยเหมาะ แต่ความจริงบริษัทอะไรต่ออะไรก็ตาม ควรจะเข้ามาเป็นหน่วยงานที่ร่วมสนองงานที่รัฐบาลเขาวางแผนจัด ไม่ใช่มาเป็นองค์กรที่ร่วมจัดกับรัฐบาล

นี่ก็เหมือนกัน เขาเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์อยู่ เป็นรัฐบาลของพุทธจักร แล้วเราจะเอาองค์กรนั้นนี้มาคู่เคียง มองแบบธรรมดาง่ายๆ ก็คือไม่ให้เกียรติกัน แต่ที่จริงคือไม่ถูกต้องตามหลักการและตามกฎหมาย

แต่ที่แท้ ไม่ใช่แค่นี้เท่านั้น ยังมีแง่ที่ต้องมองต่อไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งกว่านั้นอีก แต่จะเข้าใจได้หรือมองออก ก็ต้องรู้ความเป็นไปขององค์กรหรือกลุ่มอะไรๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นๆ

The content of this site, apart from dhamma books and audio files, has not been approved by Somdet Phra Buddhaghosacariya.  Such content purpose is only to provide conveniece in searching for relevant dhamma.  Please make sure that you revisit and cross check with original documents or audio files before using it as a source of reference.